จุดตัดทางรถไฟบริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี เป็นหนึ่งในจุดจราจรที่หนาแน่นและมีความเสี่ยงสูงที่สุดในกรุงเทพฯ โดยเป็นจุดที่ถนนอโศก-ดินแดงตัดกับทางรถไฟสายตะวันออก ใกล้กับสถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน (ซึ่งจะมีทางรถไฟขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร ยกระดับของสาย Airport Link อีกเส้น แต่เรากำลังพูดถึง ทางรถไฟธรรมดาของ รฟท. ขนาด 1 เมตร เส้นเดิมๆ ที่อยู่ในระดับดิน และตัดกับถนน)
บริเวณจุดตัดนี้อยู่ใกล้กับ สถานีอโศก (สำหรับรถไฟธรรมดา), สถานีมักกะสัน (แอร์พอร์ต เรล ลิงก์) และ สถานีเพชรบุรี (รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรที่สำคัญ
จุดตัดดังกล่าว ขึ้นชื่อเรื่องสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก และมักทำให้รถยนต์และรถประจำทางติดค้างอยู่บนรางรถไฟ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงการเดินทางเชื่อมต่อ
ลองวิเคราะห์ข้อมูลบริเวณจุดตัดดังล่าว ด้วยเครื่องมือ TomTom Move ได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้
- ช่วงเวลา 1 ปี (1 พ.ค. 2568 – 30 เม.ย. 69)
- คำนวณจากปริมาณข้อมูลกลุ่มตัวอย่างประมาณ 10-20% (ไม่ใช่ทั้งหมด) ที่วิ่งเข้าสู่บริเวณจุดตัดนี้ ซึ่งอยู่ที่ ประมาณ 4.5 ล้าน samples ซึ่งถือว่ามีประมาณมาก มีนัยยะเชิงสถิติเพียงพอที่จะใช้ในการวิเคราะห์
- วิเคราะห์ไว้ 2 ช่วงเวลาคือ 05:00-11:00 กับ 15:00-21:00 ในที่นี้ จะดูผลลัพธ์ปริมาณการจราจรในช่วงเย็น 15:00-21:00 เป็นหลัก
- วิเคราะห์เชิงเส้น ขาขึ้นเหนือ ว่าใน 100% ของรถที่วิ่งบนเส้นถนน ตรงจุดที่ตัดทางรถไฟ มาจากทางไหนบ้าง พบว่า มาจากถนนกำแพงเพชร 7 (เลียบทางรถไฟ ที่มาจากมักกะสัน) ถึง 33% และจากแยกอโศก-เพชร 66% ซึ่งแบ่งออกเป็น ตรงมาจากอโศกมนตรี 31%, เลี้ยวซ้ายมาจากเพชรบุรี 11% และเลี้ยวขวาจากเพชรบุรี 18%
- และหลังจากที่ผ่านจุดตัดทางรถไฟไปแล้ว 62% วิ่งตรงไปแยกพระราม 9, 22% เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจตุรมิตร, และ 10% เลี้ยวซ้ายขึ้นทางด่วน


- วิเคราะห์เชิงเส้น ขาล่องใต้ พบว่า 100% ของรถที่ผ่านจุดตัดทางรถไฟ 63% มาทางตรงจากแยกพระราม 9 และ 34% มาจากถนนกำแพงเพชร 7 (เลียบทางรถไฟ ที่มาจาก เพชร-อุทัย, RCA) ที่เลี้ยวเข้ามาตัด (ซึ่งมีส่วนทำให้รถทางตรงต้องจอดค้างอยู่บนทางรถไฟ?)
- หลังจากข้ามจุดตัดไปแล้ว รถ 100% เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรบุรี 8% เลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรบุรี 31% และตรงต่อไปยังถนนอโศกมนตรี 51%

- วิเคราะห์ O/D เชิงพื้นที่ โดยสร้างพื้นที่ 33 regions เป็นเส้นถนน ช่วงต่างๆ ตามภาพ โดยคราวนี้กำหนดช่วงเวลาเป็นทั้งวัน ในช่วง 1 ปี (1 พ.ค. 68 – 30 เม.ย. 69)

- และเราสามารถสั่งให้วิเคราะห์ได้ เช่น ดูว่ารถที่มาจาก Region 4 (ถนนกำแพงเพชร 7 ที่มาจาก RCA) มีที่เลี้ยวซ้ายออกมาเข้าอโศก แล้วเบี่ยงขวาเลย เพื่อที่จะเลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรบุรี (ไปทางแยกซอยนานา) เลยมีมากน้อยแค่ไหน พบว่ามีปริมาณสูงถึง 34.81% และตรงไปยังอโศกมนตรี 45.07% และเลี้ยวซ้ายไปเข้าเพชรบุรี (ไปทางคลองตัน)แค่ 5.35%

- ลองเปลี่ยนให้ Origin เป็นถนนอโศกที่วิ่งลงใต้ ก่อนจะเข้าจุดตัดทางรถไฟ ก็จะพบว่าส่วนใหญ่ก็ตรงไปอโศกมนตรี (44.14%) เลี้ยวขวา (26.25%) เลี้ยวซ้าย (13.42%) และมีรถที่วิ่งไปกลับรถมาเข้าสถานีมักกะสันถึง 5.14% และตรงต่อยาวไป 6.66% รวมเป็นปริมาณรถที่กลับรถมากกว่า 11%

- หรือจะเอาแบบ matrix ที่แสดงจำนวนของการเดินทางระหว่าง region ต่างๆ ทั้งหมด

เพิ่มเติม
- วิเคราะห์เฉพาะช่วง 2 ก.พ. — 27 มี.ค. 69 เฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์
- แทนที่จะคำนวณทีเดียวทั้งวัน แยกออกเป็น 3 ช่วงเวลา (6-9, 9-16, 16-19) เพื่อดูว่าประมาณรถจากกำแพงเพชร 7 ที่เลี้ยวซ้ายเข้าอโศกแล้วปาดเลี้ยวขวาเข้าเพชรบุรีเลยนั้น มีปริมาณแตกต่างอันไหนในแต่ละช่วงเวลา พบว่ามีประมาณใกล้เคียงกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 30% คือ 27.31, 33.36% และ 27.52% ตามลำดับ

- มองในมุมถนนเพชรบุรีขาเข้าบ้าง รถที่วิ่งเข้าสู่ถนนเพชรบุรีขาเข้า แบบมาทางราบ (ไม่รวมสะพานลอยข้ามแยก) ดูในแผนที่คือตรงที่เขียนว่า 100% มาจากทางไหนกันบ้าง พบว่า มาจากถนนกำแพงเพชร 7 ถึง 31% เทียบกับมาจาก ถนนอโศก 44% และ ตรงมาจากถนนเพชรบุรีเอง 11% (ยังไม่รวมรถบนสะพานลอยนะครับ) ก็เรียกได้ว่า เกือบ 1/3 ของรถ มาจากกำแพงเพชร 7 เลยทีเดียว (ซึ่งจากข้อที่แล้ว คือ รถจากกำแพงเพชร 7 ที่เลี้ยวเข้าเพชรบุรี มีประมาณ 30% แสดงว่า รถกำแพงเพชร 7 ทั้งหมด (100%) ที่มาเลี้ยวเข้าซ้ายเข้าอโศก มันเยอะมากๆ เลยนะครับเนี่ย)

- สุดท้ายมองในมุมถนนเพชรบุรีขาเข้า อีกครั้ง แต่เลยถัดเข้าไปหน่อย คือ ให้รวมรถที่มาจากสะพานลอยด้วย พบว่า รถที่มาจากสะพานลอยมี 57% เทียบกับรถที่วิ่งมาทางราบ 43% (ซึ่งก็คือ 100% ในข้อที่แล้ว) ก็จะเห็นว่ารถที่มาจากเพชรบุรีตรงข้ามสะพานลอยผ่านแยกมาก็มิใช่น้อยครับ ดังนั้นถ้าจะ redirect รถที่มาจากกำแพงเพชร 7 ให้ไปรวมกับเพชรบุรีขาเข้าตรงจุดอื่น ก็อาจต้องคำนึงถึง capacity ของถนนเพชรบุรีขาเข้าในภาพรวมด้วย

เป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพจราจร โดยใช้เครื่องมือ TomTom Move เพื่อที่จะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดต่อไป
